ให้แล้วไปไหน - Carenation
กลับสู่หน้าข่าวสาร

ให้แล้วไปไหน

‘Carenation’ คือพวงหรีดกระดาษสีสันและหน้าตาสวยงามคล้ายคลึงพวงหรีดดอกไม้สด แต่ทำจากกระดาษรีไซเคิลและกระดาษจากป่าปลูกซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เพราะการแสดงความยินดีในวาระต่างๆ ไปจนถึงการแสดงความเคารพต่อผู้ล่วงลับในงานศพ ล้วนใช้ดอกไม้มอบให้แก่กัน ส่วนใหญ่ช่อดอกไม้และพวงหรีดเหล่านั้นมักประกอบด้วยพลาสติกและโฟม ทำให้ในเวลาไม่กี่วันเมื่อสิ้นการใช้งาน พวกมันจะกลายเป็นขยะที่ถูกนำไปเผาทิ้ง ปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือ Carbon Footprint ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน

จึงเป็นที่มาของการสร้างสรรค์พวงหรีดกระดาษ Carenation ขึ้น โดย บิ๊ก-ปริชญ์ รังสิมานนท์ ชายผู้อยู่ในแวดวงการทำงานเพื่อสังคมมานานนับสิบปีและ เอิร์ธ-สรณัญช์ ชูฉัตร นักออกแบบชาวไทยผู้เคยได้รับรางวัล Red Dot Design Award งานประกวดของนักออกแบบที่ใช้งานดีไซน์พัฒนาโลกให้ดีขึ้น

ความเจ๋งไม่ได้มีแค่นั้น เพราะนอกจากจะดีต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว Carenation ยังส่งต่อเรื่องราวดีๆ ออกไปสู่สังคมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นจนถึงปลายน้ำ

Carenation ผลิตโดยคนในชุมชน เพื่อเป็นการสร้างงานและรายได้เสริมให้กลุ่มแม่บ้านและผู้สูงอายุ โดยออกแบบให้ง่ายต่อการประกอบและขนส่ง นอกจากนี้ รายได้ 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่ได้จากการขายพวงหรีดแต่ละพวง จะถูกนำไปบริจาคให้มูลนิธิและองค์กรการกุศลที่ลูกค้าเลือกได้ตามความศรัทธา

จากพวงหรีดกระดาษ 1 พวง สู่การได้รับของคนอีกหลายคนในสังคม นี่คือเรื่องราวของ Carenation และการพัฒนาสังคมให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืนผ่านการแสดงความรักความอาลัย

เริ่มต้นจากภาคใต้

ก่อนการถือกำเนิดขึ้นของ Carenation บิ๊กและเพื่อนๆ เป็นส่วนสำคัญในการช่วยหาเงินมอบให้หลายมูลนิธิ โดยเฉพาะกลุ่มลูกเหรียง ซึ่งก่อตั้งขึ้นเนื่องด้วยปัญหาความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีเด็กๆ จำนวนไม่น้อยกำพร้าพ่อแม่จากการโจมตีที่ขยายวงกว้าง เพื่อเยียวยา มอบความอบอุ่น มอบพื้นที่พักพิง และมอบโอกาสทางการศึกษา เพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชนทุกรูปแบบ และสร้างพื้นที่แห่งสันติสุขให้เกิดขึ้นจริง

“ผมช่วยหาทุนให้กลุ่มลูกเหรียงมานานหกถึงเจ็ดปีแล้วครับ มีอะไรก็โทรหากันตลอด เพราะคุณชมพู่ (วรรณกนก เปาะอีแตดาโอะ นายกสมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ หรือกลุ่มลูกเหรียง) มีเด็กในการดูแลกว่าร้อยคน ทำให้บางครั้งกลุ่มหาทุนการศึกษาหรือค่าดูแลใช้จ่ายต่างๆ ได้ไม่เพียงพอ จึงมาขอความช่วยเหลือ ซึ่งผมก็จะรับหน้าที่ไปหาเงินมาให้ด้วยการออกให้เองบ้าง ไปขอเงินจากคนอื่นๆ มาบ้าง

“ซึ่งการขอเงินในลักษณะนี้ เมื่อนานวันเข้าผมก็รู้ว่ามันไม่ยั่งยืน เพราะทางกลุ่มก็ต้องใช้เงินตลอด มีเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงเข้ามาใหม่อยู่เรื่อยๆ ผมรู้สึกสะเทือนใจทุกครั้งเวลาคุณชมพู่โทรมาบอกเล่าว่า มีเด็กเข้ามาใหม่อีกแล้วนะ เพราะนั่นหมายถึงเหตุการณ์ความสูญเสียได้เกิดขึ้นอีกแล้ว และแน่นอนว่าสภาพจิตใจของเด็กๆ ที่บอบช้ำกำลังรอการช่วยเหลืออยู่”

บิ๊กเป็นหนึ่งใน Thai Young Philanthropist Network (TYPN) กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้สังคม และทำงานอาสาเพื่อสังคมมาตลอดหลายสิบปี

ช่วงที่ภาคใต้ประสบเหตุสึนามิเมื่อ 15 ปีที่แล้ว บิ๊กและเพื่อนๆ รวมกลุ่มกันตั้ง Thai Charity Advisory Group เพื่อระดมทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย จนระดมทุนได้ถึง 30 ล้านบาท

ช่วงต้นปีที่แล้วบิ๊กและเอิร์ธได้ไปงานศพของผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่ง ซึ่งในงานมีพวงหรีดดอกไม้สดจำนวนนับร้อยถูกส่งมาแสดงความเคารพและความอาลัยต่อผู้ล่วงลับ ตอนนั้นเองที่พวกเขาเกิดแนวคิดในการสร้าง Carenation ขึ้น

“พวงหรีดราคาพวงละประมาณสองพันบาท งานศพระดับผู้ใหญ่น่าจะมีไม่ต่ำกว่าสองร้อยถึงสามร้อยพวง เท่ากับเงินสี่แสนถึงหกแสนบาทเลยนะ ผมเคยทำเซอร์เวย์ที่วัดธาตุทองซึ่งมีศาลาสวดอภิธรรมสามสิบสองศาลา ไม่มีศาลาไหนที่มีพวงหรีดต่ำกว่าหนึ่งร้อยพวงเลย แม้จะเป็นความงดงามที่แสนเศร้า เพราะพวงหรีดเหล่านั้นใช้เพื่อระลึกถึงผู้เสียชีวิต แต่ก็น่าเสียดายเช่นกันที่เงินจำนวนมหาศาลเหล่านั้นจะถูกใช้ไปในเวลาไม่กี่คืน จากนั้นก็ถูกทำลายทิ้ง

“ผมนึกถึงเด็กๆ กลุ่มลูกเหรียงที่รอการช่วยเหลือเพราะขาดเงินทุน จึงเกิดแนวคิดว่าถ้าเงินที่ถูกนำไปใช้เพื่อแสดงความเคารพผู้ล่วงลับนำมาสร้างประโยชน์อีกต่อให้สังคมได้ เป็นความดีสุดท้ายที่ผู้ล่วงลับมีส่วนในการสร้างด้วยก็คงดีไม่น้อย นั่นจึงกลายเป็นแนวความคิดแรกของ Carenation ซึ่งไม่ได้ตั้งเป้าหมายเป็นกำไรทางเม็ดเงินเลย ผมแค่ต้องการช่วยเหลือสังคมอย่างยั่งยืน” บิ๊กเล่าด้วยแววตามุ่งมั่น

ด้วยความปรารถนาดี

10 เดือนหลังการก่อตั้ง ตอนนี้ Carenation บริจาคเงินจากการขายพวงหรีดกระดาษไปแล้วกว่า 1 ล้านบาท ให้องค์กรการกุศลและมูลนิธิต่างๆ นอกจากกลุ่มลูกเหรียงแล้ว ยังมีอีก 11 องค์กร ที่เข้าร่วม ซึ่งผู้ซื้อเลือกได้ว่าอยากจะสมทบทุนเงินบริจาคให้องค์กรใด เช่น

บริจาคให้ Unicef เพื่อบริจาคไปรณรงค์ให้เกิดกฎหมายและนโยบายที่เอื้อต่อการพัฒนาด้านสิทธิเด็ก

บริจาคให้กองทุนภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งจุฬาฯ เพื่อสนับสนุนการพัฒนายาภูมิคุ้มกันบำบัดรักษาโรคมะเร็งให้คนไทยเข้าถึงได้

บริจาคให้โครงการใครรักป่า ยกมือขึ้น เพื่อดูแลเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าเมื่อได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

บริจาคให้มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่

หรือบริจาคให้มูลนิธิกลุ่มปรารถนาดี เพื่อสร้างทักษะอาชีพแก่ผู้หญิงและเยาวชนหญิงที่ขาดโอกาส

ตอนนี้ เงินส่วนใหญ่ถูกบริจาคไปให้มูลนิธิกระจกเงา เพื่อช่วยพี่น้องทางภาคอีสานฟื้นฟูบ้านเรือนและชุมชนหลังน้ำท่วมครั้งใหญ่

บิ๊กอธิบายต่อว่า พวงหรีดกระดาษมีทั้งหมด 7 รุ่น ตั้งชื่อตามสีสันและความสวยงามของดีไซน์ รุ่นที่ขายดีที่สุด คือรุ่นขาวบริสุทธิ์และน้ำเงินคราม ราคา 2,000 บาท และเงิน 25 เปอร์เซ็นต์ ของการขายพวงหรีดทุกพวงจะกลายเป็นทุนสนับสนุนมื้ออาหาร 1 มื้อให้เด็กๆ ได้ถึง 16 คน Carenation ทำทุกกระบวนการของการบริจาคเงินอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีใบเสร็จให้ทุกการบริจาค ที่ผู้บริจาคนำไปลดหย่อนภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

Carenation เป็นธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ไม่ใช่มูลนิธิ (Non-profit Organization) ซึ่งมีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้นวัตกรรม ความรู้ และหลักในการทำธุรกิจ มาประกอบเข้าด้วยกัน ทำให้มีความยั่งยืนทางรายได้จากลูกค้าที่ยินดีซื้อสินค้าและบริการ โดยไม่ต้องพึ่งเงินบริจาค ดังนั้น Carenation จึงยังต้องการกำไร ส่วนหนึ่งเพื่อหล่อเลี้ยงให้บริษัทดำเนินการต่อไปได้ และนำกำไรที่ได้ไปลงทุนซ้ำเพื่อให้ผลลัพธ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นขยายตัวเติบโตขึ้น

“คนมักถามว่าเป็นพวงหรีดกระดาษแต่ทำไมถึงแพงจัง ราคาหลักพันบาท จริงๆ หนึ่งในต้นทุนของเราคือค่าแรงที่พี่น้องในชุมชนย่านพัฒนาการมาช่วยกันประกอบแต่ละชิ้นส่วนของพวงหรีดให้เป็นรูปร่าง ซึ่งทางเราไม่ได้กดค่าแรงชุมชนเลย

“เราตั้งใจที่จะให้พวงหรีดกระดาษสร้างมูลค่าและคุณค่าต่อสังคม ตั้งแต่ต้นจนถึงปลายทาง นี่จึงไม่ใช่แค่ Product แต่เป็น Service ที่สร้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชน”

บิ๊กเล่าเรื่องพี่น้อย คนขายหมูปิ้งที่หน้าชุมชนพัฒนาการผู้มีลูกสาวป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ให้ฟัง ในแต่ละวันพี่น้อยจะขายหมูปิ้งได้เฉพาะตอนเช้า เพราะหลังมื้อเที่ยงคนก็ไม่ซื้อหมูปิ้งกันแล้ว พี่น้อยเป็นคนแรกๆ ในชุมชนที่ได้มาลองเป็นคนประกอบพวงหรีด จากนั้นเธอจึงชวนเพื่อนบ้านมาอีกนับสิบคน ที่ตอนนี้หารายได้เสริมได้เป็นกอบเป็นกำ บางเดือนสร้างรายได้ร่วมหมื่นบาทจากการทำพวงหรีด

ให้แล้วไปไหน

เอิร์ธใช้เวลาในการออกแบบหลายเดือน จึงได้พวงหรีดกระดาษหน้าตาประณีตสวยงามอย่างที่เห็นอยู่นี้ โดยมีโจทย์ใหญ่คือต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะพวงหรีดดอกไม้สด นอกจากดอกไม้แล้ว ยังมีพลาสติกและโฟมเป็นส่วนประกอบ เท่ากับว่าจบจากงานศพเพียงไม่กี่วัน ต้องใช้เวลาอีกหลายร้อยปีในการย่อยสลาย

เขาจึงเลือกใช้กระดาษรีไซเคิล 100 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นเป็นโครงด้านหลัง และพิมพ์ลวดลายดอกไม้หลายเลเยอร์ด้านหน้าด้วยหมึกถั่วเหลือง (Soy Ink) บนกระดาษจากป่าปลูกซึ่งหนากว่า ไม่เปื่อยยุ่ย แม้จะถูกแขวนรวมกับพวงหรีดดอกไม้สดที่มีการฉีดน้ำอยู่ตลอดเวลา

“เราได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากดอกไม้จริงๆ ที่ถูกจัดเป็นช่อพวงหรีด และครีเอตออกมาเป็นพวงหรีดกระดาษรุ่นต่างๆ ที่มีเอกลักษณ์ รายละเอียด สีสันที่แตกต่างกันออกไป เช่นรุ่นโบยบินที่สื่อถึงการส่งวิญญาณให้ผู้ล่วงลับโบยบินไปสู่ความสงบ

“กระดาษที่เหลือจากกระบวนการตัดจะถูกนำไปทำเป็นการ์ดแสดงความเสียใจ เพื่อให้ Waste จากกระบวนการผลิตมีน้อยที่สุด รวมถึงตั้งใจออกแบบให้มีน้ำหนักเบา เพื่อง่ายต่อการขนส่ง ชิ้นส่วนทุกชิ้นถอดออกจากกันได้ จบงานแล้วซาเล้งเอาไปขายต่อเพื่อเข้ากระบวนการรีไซเคิลได้อีก เป็น Circular Economy บนประเพณีการแสดงความเคารพผู้ตายแบบไทย

“หมึกถั่วเหลืองแตกต่างจากน้ำหมึกพิมพ์ทั่วไป เพราะใช้น้ำมันถั่วเหลืองเป็นวัสดุตั้งต้นในการผลิตแทนน้ำมันปิโตรเลียม ทำให้กระบวนการแยกหมึกออกจากกระดาษในขั้นตอนของการรีไซเคิลนั้นทำได้ง่ายขึ้น”

บิ๊กอธิบายต่อถึงการประกอบพวงหรีด ที่แม้จะดูซับซ้อน แต่จริงๆ แล้วขั้นตอนไม่ยากอย่างที่คิด เพราะประกอบจากกระดาษแค่ 8 แผ่น ซ้อนทับขึ้นบนโครงทีละชั้นๆ ตามหมายเลขที่ระบุไว้ แม้แต่คนในชุมชนที่อ่านหนังสือไม่ออก หรือเด็กๆ ในชุมชน ก็ทำได้ ขอแค่รู้ตัวเลข ทุกวันนี้พี่น้อยทำได้ถึงวันละ 20 พวง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความไวและความใส่ใจในรายละเอียดของช่างประกอบแต่ละคนด้วย

บิ๊กเล่าว่า ถ้าในอนาคต Carenation ขยายใหญ่ขึ้น มียอดการสั่งมากขึ้น เขาจะขยายทีมประกอบพวงหรีดไปยังชุมชนอื่นๆ รวมถึงกลุ่มผู้พิการด้วย เพื่อเป็นการสร้างงานให้กับคนหลายๆ กลุ่มในสังคม

คุณค่าที่สัมผัสได้

บิ๊กเอ่ยย้ำอีกครั้งว่า จากสถิติ ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตปีละ 42,000 คน คิดขั้นต่ำแบบเฉลี่ย ถ้าผู้ล่วงลับแต่ละคนได้รับพวงหรีด 10 พวง เท่ากับในแต่ละปีจะมีพวงหรีดถูกผลิตขึ้นสี่แสนกว่าพวง ในจำนวนเรือนแสนนี้ Carenation เกิดขึ้นจากแนวคิดเรียบง่ายว่าถ้าเงินจากขั้นตอนต่างๆ ถูกปันไปให้สังคมบ้างในทางหนึ่งทางใด ก็คงดีไม่น้อย

“สำหรับผม ไม่ใช่ว่าพวงหรีดดอกไม้สดไม่ดี ทุกชนิดมีข้อดีข้อเสียและมีคุณค่าในแบบตัวเอง ช่วงแรกๆ หลายคนสงสัยว่าการทำพวงหรีดกระดาษแบบนี้ถือเป็นการแย่งอาชีพเกษตรกรหรือเปล่า จริงๆ แล้วในประเทศไทย ดอกไม้ที่ปลูกมากที่สุดอันดับหนึ่งคือกล้วยไม้ อันดับสอง สาม และสี่คือ มะลิ ดาวเรือง และดอกบัว ตามลำดับ ซึ่งดอกไม้พวกนี้ถูกส่งออกไปขายที่ต่างประเทศและใช้ไหว้พระ ดอกไม้ที่ถูกนำมาจัดเป็นช่อดอกไม้และทำพวงหรีด ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศจีนและมาเลเซีย

“ในขณะที่พวงหรีดของใช้ชนิดอื่นๆ เช่น พัดลม จักรยาน ผ้าห่ม นาฬิกา ผมเห็นด้วยว่าของใช้เหล่านี้ดีแน่นอนเพราะได้ใช้ประโยชน์ แต่ปัญหาคือวัดได้รับของเหล่านั้นทุกวันๆ จนทุกวันนี้มันเยอะเกินไป กลายเป็นภาระของวัดและเจ้าภาพอีกว่าจะบริหารจัดการกับข้าวของจำนวนมหาศาลที่ได้รับบริจาคมาอย่างไร นี่ก็เป็นอีก Pain Point หนึ่ง

“ปัญหาของเราตอนนี้คือการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า เพราะขายเฉพาะทางออนไลน์อย่างเดียว โปรเจกต์ต่อไปของเราคือกำลังจัดทำ Pop-up Store บนสถานีรถไฟฟ้า เพื่อสร้างการรับรู้ การเข้าถึง ของสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ Refill Station ร้านค้าแบบเติมที่ลูกค้าต้องนำขวดบรรจุภัณฑ์เก่ามาเติมผลิตภัณฑ์ เพื่อลดการใช้ Single-use Plastic”

บิ๊กกล่าวทิ้งท้ายยิ้มๆ ว่า สุดท้ายแล้วตัวลูกค้าเองคือผู้มีสิทธิ์เลือกใช้สินค้าและบริการใดๆ ตามความชอบ ความเหมาะสม กำลังซื้อ รวมถึงใจที่เป็นกุศล หากเรามีจิตใจที่อยากให้ ไม่ว่าจะในรูปแบบใด เขาก็เชื่อว่าผู้รับย่อมสัมผัสได้และสุขใจ แต่ต้องไม่ลืมคิดถึงผลในระยะยาวด้วยเช่นกัน

ที่มา: The Cloud

2019-11-08T02:00:51+07:00